วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ชาบู (Shabu)


      ชาบู เป็นหนึ่งใน อาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟ คล้ายกับสุกี้ยากี้ ที่มีส่วนผสมของ ผัก เนื้อหั่นบางๆ ลูกชิ้น และอาหารทะเล ปรุงรสโดยการนำเอาส่วนผสมต่างๆใส่ลงไปในหม้อ และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำเอาส่วนผสมต่างๆ อย่าง บะหมี่ เต้าหู้ ลงไปลวกแล้วรับประทานพร้อมกับซอสชาบูรสชาติเข้มข้นถึงใจ!

      ชาบูชาบู เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟแบบหนึ่ง คล้ายกับสุกี้ยากี้ มีส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ผัก เนื้อหั่นบาง ๆ และอาหารทะเล โดยการปรุงจะนำวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้จุ่มแช่ลงในน้ำเดือด หรือน้ำซุป และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำส่วนผสมอย่างอื่น เช่น เต้าหู้ บะหมี่ ลงตุ๋นให้เข้ากัน แล้วรับประทานโดยจุ่มลงในซอส

      ปัจจุบัน ชาบูชาบูมีหลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์


อ้างอิง

โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)

โอโคโนมิยากิ-อาหารญี่ปุ่น

      โอโคโนมิยากิ เป็นอาหารที่มีการทำโดยการวางส่วนผสมลงบนแป้งสาลีที่ปลุกสุกบนเท็ปปัง (แผ่นโลหะ) พร้อมซอสสูตรพิเศษราดด้านบนที่จะช่วยเพิ่มรสชาติของโอโคโนมิยากิให้อร่อยยิ่งขึ้น ซึ่งแหล่งต้นกำเนิดโอโคโนมิยากิก็คือภูมิภาคคันไซ ดังนั้นหากใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนคันไซ อย่าง โอซาก้า ถือได้ว่าโอโคโนมิยากินั้นเป็น สุดยอดเมนูอาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อของโอซาก้า เลยล่ะ!

      โอโกโนมิยากิ คือ แพนเค้กแบบญี่ปุ่น ประกอบด้วยส่วนผสมหลายอย่าง ชื่อของโอโกโนมิยากิ มาจากคำว่า โอโคโนมิ แปลว่า "ที่ชอบ" และคำว่า ยากิ แปลว่า "ย่าง" (คำอื่น ๆ เช่น ยากิโตริ คือ "ไก่ย่าง" และยากิโซบะ คือ "โซบะย่าง") โอโกโนมิยากิเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคคันไซและฮิโรชิมะ แต่แพร่หลายไปทั่วประเทศ เครื่องโรยหน้าและซอสมีความไม่เหมือนกันในแต่ละภูมิภาค โอโกโนมิยากิของทางโตเกียวจะมีขนาดเล็กกว่าของทางฮิโรชิมะหรือคันไซ

แบบคันไซ
      โอโกโนมิยากิแบบคันไซหรือแบบโอซากะนั้นเป็นโอโกโนมิยากิขนาดเท่าจานและแพร่หลายที่สุดในญี่ปุ่น ทำมาจากแป้งสาลี ฮ่วยซัว (พืชตระกูลมันเทศ) น้ำหรือซุปดาชิ ไข่ กะหล่ำปลีหั่น และมักจะใส่ส่วนผสมอื่น ๆ อย่างหัวหอมเขียว เนื้อ (มักเป็นเนื้อหมูหั่นบาง ๆ) ปลาหมึก ปลาหมึกเล็ก ผัก กิมจิ หรือชีสลงไปด้วย โอโกโนมิยากิมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับไข่เจียวหรือแพนเค้กเพราะมีรูปร่างคล้ายกัน บางครั้งก็ถูกเรียกว่า "พิซซาญี่ปุ่น" หรือ "อาหารจิตวิญญาณของโอซากะ"
      ร้านโอโกโนมิยากิบางแห่งเป็นร้านที่ลูกค้าจะต้องย่างด้วยตัวเอง โดยพนักงานจะเสิร์ฟถ้วยวัตถุดิบให้ลูกค้าเลือกและนำไปย่างเองบนแผ่นกระทะร้อน (เท็ปปังยากิ) นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารแบบที่พ่อครัวจะทำโอโกโนมิยากิตรงหน้าลูกค้าเลย
      กล่าวกันว่า โอโกโนมิยากิมีจุดกำเนิดที่โอซากะ มีลักษณะการเตรียมคล้ายแพนเค้ก โดยนำแป้งและวัตถุดิบต่าง ๆ ไปย่างบนกระทะร้อนก่อนที่จะหั่นแบ่งเป็นส่วน แต่งหน้าโอโกโนมิยากิที่ทำเสร็จแล้วด้วยซอสโอโกโนมิยากิ/โอตาฟูกุ สาหร่ายทะเล ปลาคัตสึโอะแห้ง มายองเนสญี่ปุ่น และขิงป่น

แบบฮิโรชิมะ
      ส่วนผสมของโอโกโนมิยากิที่ฮิโรชิมะจะแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ไม่ได้รวมกันเหมือนกับแถบคันไซ แต่ละชั้นส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นแป้ง กะหล่ำปลี หมู และส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ปลาหมึกหรือชีส บางครั้งก็มีการนำเส้นมาผสมด้วย และมีการโรยด้วยไข่ทอด ส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยซอสโอโกโนมิยากิ
      ที่ฮิโรชิมะจะใส่กะหล่ำปลีประมาณ 3-4 เท่าของที่ใส่ในโอซากะ แต่ละชั้นของโอโกโนมิยากิจะแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นกับแบบฉบับของพ่อครัวแต่ละคน และวัตถุดิบก็มักจะขึ้นกับความต้องการของลูกค้า บางครั้งก็เรียกว่า ฮิโรชิมายากิ หรือ ฮิโรชิมาโอโคโนมิ

ประวัติ
      เทกิชู โมโตยามะ นักวิจัยอาหารของญี่ปุ่นเผยว่า อาหารแผ่นบางที่ชื่อ ฟูโนยากิ (麩の焼き) อาจจะเป็นต้นแบบของโอโกโนมิยากิ แม้จะไม่ค่อยมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกับโอโกโนมิยากิเลยก็ตาม คำว่า ฟูโนยากิปรากฏในหลักฐานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 จากงานเขียนของเซ็ง โนะ ริกีว พ่อค้าชงชาผู้มีชื่อเสียง (แต่บ้างก็ว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าเท่านั้น) โดยมีการใช้แป้งเปียกในการทำ แม้ในช่วงปลายของยุคเอโดะ ฟูโนยากิจะหมายถึงแผ่นแป้งบางทามิโซะแล้วนำไปอบที่เตา
      นักวิจัยโมโตยามะเผยว่า หลังจากนั้นก็มีการดัดแปลงจนอยู่ในรูปอาหารที่เรียกว่า เนริอัง (練餡) หรือแผ่นถั่วหวาน จากนั้นก็ถูกเรียกว่า กินสึบะ (銀つば) ที่เกียวโตและโอซากะ และเมื่ออาหารนี้เผยแพร่ไปถึงเอโดะ (โตเกียว) อาหารนี้ก็ถูกเรียกว่า คินสึบะ (金つば)
      ในยุคเมจิ ขนมชนิดนี้ถูกนำไปขายที่ร้านขายขนมแบบ ดางาชิยะ (駄菓子屋) และมีชื่อเรียกว่า โมจิยากิ แต่หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 เมื่อผู้คนไม่มีสิ่งบันเทิงใจ ก็เกิดแนวคิดทำอาหารชนิดนี้เพื่อฆ่าเวลา
      ต่อมาที่เกียวโต ย่านอิซเซ็งโยโชกุ (一銭洋食) หรือย่านอาหารตะวันตกหนึ่งเซน ในช่วงเริ่มต้นของยุคไทโช ก็เริ่มมีการคิดค้นโอโกโนมิยากิฉบับแรกขึ้น


อ้างอิง

โซบะ (Soba)




      แม้จะเป็นเมนูเส้นเหมือนกับราเมงแต่โซบะนั้นมีวัตถุดิบและวิธีการทำไม่เหมือนราเมนค่ะ โดยเส้นโซบะนั้นทำมาจากแป้งบักวีต จึงทำให้เส้นมีสีน้ำตาล นุ่มแต่ไม่เหนียว แน่นอนว่าเมนูโซบะนั้นก็เป็นอีกเมนูขึ้นชื่อของอาหารญี่ปุ่น แต่ถ้าจะให้พูดถึงความอร่อยนั้นก็คงต้องบอกว่าอร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียว มักนิยมทานคู่กับซอส เรียกว่าโซบะเย็น หรือจะทานแบบร้อนก็อร่อยไม่แพ้กัน

      โซบะ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้ความนิยมชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งบักวีต (ไม่ใช่แป้งสาลี) มีลักษณะเป็นเส้นยาว สีน้ำตาล


      โซบะนิยมรับประทานทั้งแบบเย็น จุ่มกับซอส และแบบร้อนในซุป ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีนำเส้นโซบะไปประกอบอาหารนั้น

      นอกจากนี้ ในประเทศญี่ปุ่นเองยังนิยมเรียกอาหารเส้นที่เป็นเส้นขนาดเล็กว่า โซบะ อีกด้วย ซึ่งต่างจากอูดงซึ่งมีลักษณะเส้นหนา ทำจากแป้งสาลี โซบะมีขายในหลากหลายสถานที่ ตั้งแต่ในร้านอาหารจานด่วนราคาถูกตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ไปจนถึงร้านอาหารหรูหราราคาแพง นอกจากนี้ เส้นโซบะยังมีขายแบบเส้นแห้งและบะหมี่สำเร็จรูปตามซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย

      ในประเทศไทย มักเรียกเส้นบะหมี่ฮกเกี้ยนซึ่งมีลักษณะเส้นใหญ่ หนา สีเหลืองว่า เส้นโซบะ เนื่องจากร้านอาหารในประเทศไทยนิยมนำบะหมี่ชนิดนี้มาผัด คล้ายอาหารญี่ปุ่นที่เรียกว่า ยากิโซบะ

อ้างอิง

ไคเซกิ (Kaiseki)

Kaiseki-Japanese-food

      อาหารแบบไคเซกิ คือ อาหารรูปแบบหนึ่งในญี่ปุ่น ที่มีความ ประณีตและความพิถีพิถันของการเตรียมอาหารและการตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งสิ่งสำคัญที่ของไคเซกิ คือ การใส่อารมณ์ ความรู้สึกถึงฤดูกาลของแต่ละฤดู และการดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้ เช่น ใช้ทะเคโนะโขะ ในฤดูใบไม้ผลิ, เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง และคัตสึโอะ ในฤดูร้อน อาหารร้อนจะเสิร์ฟในตอนที่ยังร้อน ส่วนอาหารเย็นจะเสิร์ฟในจานที่แช่เย็นไว้

      ในปัจจุบัน "ไคเซกิ" ถือเป็นศิลปะที่ผสมผานกันในรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันได้อย่างลงตัว จึงใช้สร้างสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม ที่มีความสดใหม่ ซึ่งหาได้เฉพาะในฤดูกาลเพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารรสชาติอร่อยอย่างลงตัว การจัดวางและนำเสนอมักจะทำอย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงสีสันและน้ำหนัก เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอให้เป็นศิลปะอย่างสอดรับกับไคเซกิที่ประกอบขึ้นในฤดูกาลนั้น ๆ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยจะใช้แม้กระทั่งใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงามเป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ประกอบในอาหารด้วย

      ตามธรรมเนียมดั้งเดิมแล้ว ไคเซกิประกอบด้วยมิโซซุปและอาหารเคียงสามอย่าง ซึ่งได้กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการบริการอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน ซึ่งโดยจะเรียกเป็น "อาหารชุด" (セット) จากนั้นได้มีการพัฒนาขึ้นมาโดยรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อย, ปลาดิบ (ซาชิมิ), ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงอาหารพิเศษอื่น ๆ ที่เชฟจัดสรรให้ โดยปกติมักจะเรียงลำดับตามนี้

  • ซากิซูเกะ (先附) อาหารเรียกน้ำย่อยขนาดเล็ก ซึ่งคล้ายกับ "อามูซ-บุช" ในอาหารฝรั่งเศส
  • ฮัซซุง (八寸) คอร์สที่สอง ซึ่งมักจะเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาล มักจะรวมซูชิหรือข้าวปั้น กับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ (向付) ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ (煮合) ผักและเนื้อสัตว์ ปลา หรือ เต้าหู้ ซึ่งนำแต่ละอย่างไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ (蓋物) อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ (焼物) อาหารจานย่าง (ไฟ) อาทิ ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ (酢肴) อาหารจานเล็กสำหรับล้างปาก ซึ่งมักจะปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู เช่น ผักดองน้ำส้มแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ (冷し鉢) ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น ซึ่งนิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ (中猪口) อาหารจานเล็กสำหรับล้างปากอีกจานหนึ่ง มักจะมีรสเปรี้ยวเช่นกัน เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวนิดหน่อย
  • ชีซากานะ (強肴) อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ (hot pot) เป็นต้น
  • โกฮัง (御飯) ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ (香の物) ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง (止椀) ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ (水物) ของหวานตามฤดูกาล อาจรวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก
อ้างอิง

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ทงคัตสึ (Tonkatsu)


      อีกเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดฮิต ที่พลาดไม่ได้ก็คือ ทงคัตสึ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้หมูเนื้อสันในการทำ นำมาโรยเกลือและพริกไทยให้ทั่ว จากนั้นโรยด้วยแป้งสาลี ชุบไข่และเกล็ดขนมปัง แล้วจึงนำไปทอด ในน้ำมันร้อนๆ ซึ่งในแต่ละร้านจะมีเอกลักษณ์ในรสชาติที่ไม่เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่ารสชาติดี จนติดใจแน่นอน

      ทงกัตสึ เป็นอาหารญี่ปุ่น ทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นแผ่นหนาราวสองเซนติเมตร หมักด้วยเกลือและพริกไทย โรยแป้งบาง ๆ ชุบแป้งผสมไข่และน้ำอันตีจนเหลวเข้ากัน ชุบเกล็ดขนมปังซึ่งเรียก "ปังโกะ" (panko) อีกชั้น แล้วทอดจนสุก รับประทานกับอาหารอื่น เป็นต้นว่า ข้าวสวย, กะหล่ำใบ หรือซุปเต้าเจี้ยว

      โปรตุเกสเป็นผู้นำเข้าทงกัตสึมายังญี่ปุ่น และเดิมเรียก "คัตสึเร็ตสึ" (katsuretsu) และเรียกโดยย่อว่า "คัตสึ" ทั้งนับเป็นอาหารในเหล่า "โยโชกุ" (yōshoku) คือ อาหารญี่ปุ่นบรรดาซึ่งดัดแปลงจากอาหารยุโรปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

      คัตสึเร็ตสึดั้งเดิมนั้นใช้เนื้อวัวปรุง ส่วนเนื้อหมูที่นิยมกันในปัจจุบันนั้นเริ่มใช้ ณ ร้านอาหารยุโรปแห่งหนึ่งในย่านกินซะ กรุงโตเกียว เมื่อ ค.ศ. 1890

      คำ "ทงกัตสึ" หมายความว่า คัตสึที่ทำจากเนื้อหมู และบัญญัติขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1930


อ้างอิง

ยากิโทริ (Yaki-tori)


      ยากิโทริ อาหารประเภทปิ้งย่างยอดนิยมของญี่ปุ่น ที่มีขั้นตอนการทำอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการเสียบเนื้อสัตว์ อย่างไก่ หมู และผักบนไม้เสียบ จากนั้นย่างด้วยซอสสูตรเฉพาะ คนญี่ปุ่นมักทานยากิโทริเป็นกับอาหารแกล้มเบียร์ หรือในงานสังสรรค์ ยากิโทริ จึงเป็นอีกเมนูอาหารญี่ปุ่นที่พลาดไม่ได้เลย

      Yakitori (ยะคิโทะริ) อาหารญี่ปุ่นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง ทำโดยการเสียบเนื้อไก่และผักชิ้นเล็กบนไม้เสียบที่ทำจากไม้ไผ่แล้วย่างด้วยซอสชนิดพิเศษเฉพาะ ยะคิโทะริ-ยะ (ร้านขายยะคิโทะริ) ในเมืองมักเนืองแน่นด้วยพนักงานที่ทำงานกินเงินเดือน หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "ซาราริมัง" หลังเลิกงานก็จะมานั่งดื่มเบียร์บ้าง เหล้าสาเกบ้าง และมักจะสั่ง Yakitori มาแกล้ม หรือบางบ้านใช้เสิร์ฟตามงานเลี้ยงสังสรรค์ต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากทำง่าย ซึ่งส่วนผสมก็หาได้ทั่วไปไม่ว่าจะป็น เนื้อไก่, มิริน, ต้นหอมญี่ปุ่น แล้วนำไปย่างไฟ Yakitori มีหลายแบบ ได้แก่ เนื้อไก่และผัก เช่น พริกหยวก หอมใหญ่ ต้นหอมญี่ปุ่น เห็ดหอมสด ฯลฯ เสียบบนไม้ไผ่แล้วย่าง หรือ ตับไก่เสียบไม้ย่าง ที่เรียกว่า เระบะ - ยะชิ (reba-yaki) ,หัวใจไก่เสียบไม้ย่าง เรียกว่า ฮะทสึ (hatsu) และ ลิ้น เรียกว่า ทัง (tan) ของหมูหรือวัว ซึ่งมีการนำมาปรุงในลักษณะเดียวกันกับไก่ก็เป็นที่นิยมและเรียกว่า ยะคิโทะริ ด้วยเหมือนกัน บางคนชอบทาน Yakitori กับ อิชิมิ (ichimi) หรือพริกป่น หรือ ชิจิมิ (shichimi) คือ เครื่องเทศผสมกัน 7 ชนิด


อ้างอิง

เทมปุระ (Tempura)


      เทมปุระ คือ อาหารประเภทที่ชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะใช้กุ้งเป็นหลัก และมีผักหลากหลายชนิดมาชุบแป้งทอดเป็นเครื่องเคียง ทานคู่กับซอสเทนทสึยุ (ซอสเทมปุระ) ที่มีขิงขูดละเอียดโรยอยู่ หรือใช้หัวไชเท้าขูดโรย จะทำให้ความอร่อยเพิ่มยิ่งขึ้น

เท็มปูระ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากอย่างหนึ่ง ทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วนำไปทอด

การทอดเทมปุระ จะใช้ไฟแรง โดยเอาวัตถุดิบชุบแป้งบางๆ แล้วลงทอดด้วยระยะเวลาที่สั้นเพียง 30-40 วินาทีเท่านั้น เพื่อคงความสดของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด

      มิชชันนารีโปรตุเกสนำสูตรการทำเท็มปูระนำเข้ามายังญี่ปุ่นที่เมืองนางาซากิคณะเยซูอิต เมื่อ ค.ศ. 1549 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับที่อาหารญี่ปุ่นเช่น ปังโกะ หรือ ทงกัตสึ ได้รับการคิดค้นโดยชาวโปรตุเกส นอกจากนี้ยังเป็นที่กล่าวว่า โทกูงาวะ อิเอยาซุ โชกุนคนแรกแห่งเอโดะ โปรดปรานเท็มปูระเป็นอย่างมาก
      แต่เดิม ตั้งแต่ยุคเซ็งโงกุ เท็มปูระเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในหมู่ผู้สัญจรริมถนนที่เรียกว่า "ยาไต" (屋台) แต่ในปัจจุบันเท็มปูระเป็นอาหารยอดนิยมที่หารับประทานได้ทั่วไปไม้ว่าจะในร้านอาหารตามข้างทางหรือภัตตาคารบนห้างสรรพสินค้า

      คำว่า "เท็มปูระ" หมายถึง วิธีการในการนำปลาหรือผักจุ่มลงไปในแป้งแล้วจึงนำไปทอด ซึ่งมาจากคำว่า "tempora" (แต็มปอรา) ในภาษาละติน ที่มีความหมายว่า "เวลา", "ช่วงเวลา", "มหาพรต (ช่วงถือศีลอดของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก)" เป็นคำที่ใช้โดยมิชชันนารีสเปนและโปรตุเกสเพื่ออ้างถึงช่วงถือบวช หรือที่เรียกกันว่าวันเอ็มเบอร์ วันศุกร์และวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ซึ่งในวันเหล่านี้คริสต์ศาสนิกชนจะละเว้นการรับประทานเนื้อแดงและหันมารับประทานปลาหรือผักแทน
 
วัตถุดิบที่ใช้
เท็มปูระแบบดั้งเดิม มักจะทำจากวัตถุดิบดังนี้

  • กุ้งนาง
  • กุ้ง
  • หมึกกล้วย
  • หอยเชลล์
  • อานาโงะ (ปลาไหลคองเกอร์)
  • ปลาอายุ
  • ปู
  • ปลา
  • พริกหยวก
  • คาโบชะ (ฟักประเภทหนึ่ง)
  • มะเขือยาว
  • แคร์รอต
  • โกโบะ
  • ถั่วเขียว
  • มันเทศ
  • มันฝรั่ง
  • เร็นกง (รากบัว)
  • เห็ดหอม
  • ฟักทอง
  • เห็ดต่าง ๆ
  • หน่อไม้
  • กระเจี๊ยบ 
อ้างอิง